รู้จัก LDความบกพร่องที่ซ่อนอยู่ใน ความฉลาด (ตอนที่ 2)

ทิ้งท้ายกันในสัปดาห์ก่อนถึงวิธีการสังเกตเด็กที่มีลักษณะเป็น LD นั้น พ่อแม่ ครู หรือญาติใกล้ชิดสามารถสังเกตได้ถึงพฤติกรรมบางอย่างของเด็ก เช่น เด็กอาจจะอ่านได้คล่อง อ่านเพื่อความเข้าใจได้ เล่าเรื่องได้ แต่เมื่อถามเฉพาะจุดเจาะจงจะตอบไม่ได้ ไม่สามารถเชื่อมโยงเรื่องได้ ส่วนในด้านคณิตศาสตร์ก็ไม่สามารถคิดคำนวณง่ายๆ ได้ ไม่เข้าใจความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์ จำหลักเลขไม่ได้ ด้านการเขียนอาจสะกดคำศัพท์ไม่ได้ เป็นต้น ดูเป็นเรื่องที่ชัดเจนสำหรับเด็ก LD แต่ก็ต้องดูต่อว่าเขาจัดอยู่ใน LD ประเภทไหน เด็ก LD จะแตกต่างกับเด็กไม่ฉลาดและเด็กสมาธิสั้น คือเรื่องพัฒนาการต่างๆ เด็กที่ไม่ฉลาดจะมีพัฒนาการล่าช้าเป็นเรื่องปกติ ส่วนเด็กสมาธิสั้นก็จะทำสิ่งต่างๆ ได้ไม่นานเพราะต้องรับสิ่งเร้าต่างๆ ที่เข้ามา ส่วนเด็ก LD อาจจะพูดเก่ง ฉลาด แต่จะไม่จำ โดยเฉพาะถ้าให้ลงมือเขียนลงมือทำจะทำไม่ได้ นี่คือช่องว่างที่แตกต่างกันตรงนี้ และสิ่งที่ตามมาคือผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน อย่างน้อยที่สุดมีนัยยะสำคัญที่สองชั้นเรียนเมื่อเปรียบเทียบกับเด็กปกติ

   

          ปัจจุบันปัญหาการตั้งครรภ์ตั้งแต่อายุยังน้อยของมารดา ก็อาจจะทำให้บุตรที่ออกมาก็มีสิทธิ์เป็น LD ได้ รวมถึงเด็กที่คลอดแล้วน้ำหนักตัวน้อยมากก็อาจเป็น LD ได้เช่นกัน สำหรับแนวทางการให้คำปรึกษาเพื่อช่วยเหลือนั้น ผู้ปกครองต้องบอกนักจิตวิทยาก่อนว่ามีความห่วงใยเด็กในเรื่องใด ได้ห่วงใยในเรื่องนั้นๆ มาระยะเวลานานแล้วเท่าไร และที่ผ่านมาได้พยายามช่วยเหลือเด็กอย่างไร เพราะข้อมูลเรื่องการเรียนของเด็ก การพัฒนาการของเด็ก ตลอดจนข้อมูลจากโรงเรียน ครูผู้สอน ฯลฯ เป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะทำให้ทราบว่าเด็ก LD มีข้อดีข้อเด่นในเชาว์ปัญญาของเขาด้านไหน และเมื่อทราบถึงจุดนี้ก็สามารถทำการเลือกวัดไอคิว ทำแบบทดสอบมาตรฐานต่างๆ ตามวัยที่เหมาะสมกับเขาได้ ซึ่งการจัดการศึกษาพิเศษจะใช้ในรูปแบบที่เหมาะสมกับเด็กในแต่ละรายไป ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือกับทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครอง ครูประจำชั้น นักจิตวิทยา แพทย์ ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อสามารถทำแผนบำบัดที่มีประสิทธิภาพสำหรับตัวเขาต่อไป และที่สำคัญผลการประเมินต้องสามารถใช้ในการช่วยเด็กได้จริง


          ในประเทศไทยขณะนี้ถือว่ามีเด็กที่มีความบกพร่องการเรียนรู้จำนวนมาก ที่สามารถอยู่ร่วมกับคนในสังคมอย่างมีความสุข ขณะเดียวกันก็มีเด็กที่มีปัญหาบกพร่องการเรียนรู้อีกจำนวนมากที่ไม่ได้รับ การดูแลที่ถูกต้อง ด้วยครูและพ่อแม่ไม่มีความรู้และเข้าใจว่าเด็กเหล่านั้นมีปัญหา บ้างก็ว่า โง่ ดื้อ จนบางครั้งอาจทำให้เด็กกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้

 


>> ข้อมูลในบทความนี้ ได้นำลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์์์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 23สิงหาคม 2553